VAR คืออะไร ? เบื้องหลังห้องควบคุมที่เปลี่ยนการดูบอลไปตลอดกาล

var คืออะไร

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน วินาทีที่ลูกฟุตบอลพุ่งตุงตาข่ายคือจุดระเบิดของความสุข แฟนบอลกระโดดกอดกันโดยไม่ต้องคิดอะไร แต่ในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน เมื่อทีมรักทำประตูได้ เรามักจะชำเลืองมองไปที่ผู้ตัดสินในสนามก่อนเป็นอันดับแรก… แล้วมองว่ามือของเขาแตะหูฟังอยู่หรือเปล่า?

นี่คืออิทธิพลของสิ่งที่เรียกว่า VAR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม แต่มันก็แลกมาด้วยการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ร่วมของเกมฟุตบอลไปตลอดกาล โดยบทความนี้ ผมจะพาคุณไปเจาะลึกว่าจริง ๆ แล้ว VAR ทำงานอย่างไร และทำไมมันถึงยังเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น

VAR ไม่ใช่ “หุ่นยนต์” แต่คือ “ผู้ช่วยผู้ตัดสิน”

VAR ย่อมาจาก (Video Assistant Referee) หมายถึง ผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นำภาพรีเพลย์จากกล้องโทรทัศน์มาใช้ช่วยเหลือกรรมการในสนาม เพื่อลดความผิดพลาดในการตัดสินเกมฟุตบอลให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ห้อง var ในศึก euro 2020
ขอบคุณรูปภาพจาก UEFA

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดของคนเพิ่งเริ่มดูบอลคือ คิดว่า VAR เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่คอยจับผิดการเล่นโดยอัตโนมัติ แต่ความจริงแล้ว VAR คือ กลุ่มมนุษย์ (ที่เป็นผู้ตัดสินอาชีพ) นั่งอยู่ในห้องควบคุมปฏิบัติการวิดีโอ (Video Operation Room) ซึ่งเต็มไปด้วยหน้าจอมอนิเตอร์หลายสิบจอ พวกเขามีหน้าที่คอยรีเพลย์ดูจังหวะสำคัญในหลาย ๆ มุมกล้อง เพื่อส่งสัญญาณไปบอกผู้ตัดสินหลักในสนามว่าคุณอาจจะตัดสินพลาดนะ ลองไปดูจอข้างสนามหน่อยไหม?

เพราะอำนาจชี้ขาดสูงสุดยังคงอยู่ที่ “ผู้ตัดสินหลักในสนาม” (On-field Referee) เสมอ VAR มีสิทธิ์แค่ให้คำแนะนำ ไม่สามารถเป่านกหวีดแทนได้

4 สถานการณ์ ที่ VAR มีสิทธิ์แทรกแซง

เพื่อไม่ให้เกมหยุดชะงักบ่อยเกินไป กติกาของ IFAB ระบุชัดเจนว่า VAR จะเข้ามาแทรกแซงได้ใน 4 กรณีที่อาจเปลี่ยนผลแพ้ชนะของแมตช์นั้นได้ (Match-changing situations) ดังนี้

กรณีที่ VAR ทำงาน รายละเอียด
1. การได้ประตู / ไม่ได้ประตู เช็กว่ามีจังหวะฟาวล์ แฮนด์บอล หรือล้ำหน้าก่อนทำประตูหรือไม่
2. การให้จุดโทษ / ไม่ให้จุดโทษ ตรวจสอบว่าเป็นการทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษอย่างถูกต้องหรือไม่
3. การใบแดงโดยตรง ตรวจสอบความรุนแรงของการทำฟาวล์เพื่อแจกใบแดง (ไม่รวมใบเหลืองที่สอง)
4. ระบุตัวผูเล่นผิด ช่วยยืนยันตัวผู้เล่นที่ทำผิดให้ถูกต้องในกรณีที่กรรมการให้ใบเหลืองหรือใบแดงผิดคน

ขั้นตอนการทำงานของ VAR

ระบบ VAR จะใช้กล้องตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขัน 4 กรณีที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว โดยมีขั้นตอนการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

1. เกิดเหตุการณ์ในสนาม: ผู้ตัดสินหลักเห็นเหตุการณ์แล้วตัดสินใจ หรือเกิดเหตุการณ์สำคัญที่ผู้ตัดสินอาจมองข้าม
2. ห้อง VAR ตรวจสอบ: ทีมงาน VAR ดูภาพช้าและมุมกล้องต่างๆ จากห้องควบคุม และสื่อสารกับผู้ตัดสินในสนามผ่านหูฟัง
3. แจ้งเตือนหรือแนะนำ: แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  • หากการตัดสินใจในสนามถูกต้องแล้ว เกมจะดำเนินต่อไป
  • หากพบ “ข้อผิดพลาดที่ชัดเจน” VAR จะสื่อสารไปที่ผู้ตัดสินในสนามเพื่อแนะนำให้เปลี่ยนคำตัดสิน หรือแนะนำให้มาดูจอข้างสนาม (On-Field Review)

4. ผู้ตัดสินตัดสินใจ: ผู้ตัดสินในสนามอาจเลือกที่จะรับฟังคำแนะนำจาก VAR ทันที หรือวิ่งไปดูภาพช้าที่จอข้างสนามด้วยตนเอง ก่อนจะยืนยันคำตัดสินหรือเปลี่ยนคำตัดสิน

ขอบคุณรูปภาพจาก BBC

ภาพสะท้อนจากมุมมองคนดู

จากประสบการณ์ที่ผมได้ติดตามรับชมฟุตบอลมาหลายรายการ ในยุคที่ VAR เข้ามามีบทบาทเต็มตัว ผมจะขอเล่าถึงประเด็นสำคัญ 2 ข้อ ที่แฟนบอลต้องเจอทุกสัปดาห์ ดังนี้ครับ

1. ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กล้อง แต่อยู่ที่ความคลุมเครือ (Clear and Obvious Error)

เทคโนโลยีภาพช้าทำหน้าที่ของมันได้สมบูรณ์แบบ แต่วิกฤตศรัทธาของ VAR เกิดจากคำว่าความผิดพลาดที่ชัดเจนและแจ้งประจักษ์

ในจังหวะแฮนด์บอลหรือการเข้าปะทะ มันยังมีพื้นที่ที่ต้องใช้ดุลยพินิจของมนุษย์อยู่ดี ภาพช้าอาจทำให้การเข้าสกัดดูรุนแรงกว่าความเป็นจริง แฟนบอลจึงหงุดหงิดที่มาตรฐานในแต่ละสัปดาห์ (หรือแม้แต่กรรมการแต่ละคน) ไม่เหมือนกัน โดยที่ VAR ไม่ได้กำจัดข้อผิดพลาดของมนุษย์ แต่มันย้ายข้อผิดพลาดจากสนามหญ้า เข้าไปอยู่ในห้องแอร์แทน

2. ภาษีทางอารมณ์ (The Emotional Tax)

ฟุตบอลคือศิลปะของความฉับพลัน VAR พราก “ความดีใจแบบสุดขีด” ไปจากแฟนบอล เมื่อกองหน้ายิงเข้า แฟนบอลต้องดีใจแบบกั๊ก ๆ เพื่อรอการเช็กเส้นล้ำหน้า 1-2 นาที เป็นการดีใจสองก๊อกที่ทำให้เสน่ห์แบบดั้งเดิมของฟุตบอลหายไป

แต่ในทางกลับกัน ยุคนี้เราได้เทคโนโลยี SAOT (Semi-Automated Offside Technology) หรือระบบจับล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติมาช่วย ซึ่งประมวลผลผ่านชิปในลูกบอลและเซนเซอร์รอบสนาม ทำให้การตีเส้นล้ำหน้าแม่นยำระดับมิลลิเมตรและรวดเร็วขึ้นมาก ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ VAR กำลังพัฒนาไปเพื่ออุดช่องโหว่เรื่องความล่าช้า

สรุป

VAR คือเครื่องมือที่พยายามทำให้ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ยุติธรรมที่สุด แต่มันอาจจะทำให้เกมหยุดชะงัก อาจจะทำให้เราต้องรอคอย และอาจจะยังมีการตัดสินที่ขัดใจอยู่บ้าง แต่มองในมุมกลับกัน ถ้าไม่มี VAR เราอาจจะต้องเห็นทีมรักตกรอบทัวร์นาเมนต์สำคัญด้วยลูกยิงที่ล้ำหน้าไปเป็นเมตร หรือลูกแฮนด์บอลแบบ “หัตถ์พระเจ้า” แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ เทียร์รี่ อองรี หรือ ดิเอโก้ มาราโดน่า ในอดีต

ท้ายที่สุดแล้ว VAR ก็เหมือนดาบสองคมที่โลกฟุตบอลยุคใหม่เลือกแล้วว่าจะหยิบมาใช้ สิ่งที่เราทำได้ในฐานะแฟนบอล คือการทำความเข้าใจขอบเขตของมัน และสนุกไปกับเกมในรูปแบบที่มันเป็นครับ

อ้างอิง:

แชร์

Tag :

Scroll to Top