ข่าวล่าสุด

xG คืออะไร ? รู้จักสถิติสำคัญที่ใช้วิเคราะห์ฟุตบอลยุคใหม่

ค่า xG คืออะไร

ฟุตบอลในปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่ผลแพ้ชนะหรือจำนวนประตูอีกต่อไป แต่ยังเต็มไปด้วยสถิติที่ช่วยอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในสนามได้ละเอียดกว่าที่ตาเห็น หนึ่งในสถิติที่ถูกพูดถึงมากที่สุดทั้งในพรีเมียร์ลีก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ไปจนถึงการวิเคราะห์หลังเกมของสื่อกีฬาชั้นนำ ก็คือ xG (Expected Goals) ซึ่งตัวเลขที่หลายคนเคยเห็นผ่านตา แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันบอกอะไร และทำไมโค้ช นักวิเคราะห์ รวมถึงสโมสรระดับโลกถึงให้ความสำคัญกับมันมากขนาดนี้

xG คืออะไร ?

xG ย่อมาจากคำว่า Expected Goals ซึ่งสามารถแยกความหมายได้ดังนี้

  • Expected = ความน่าจะเป็น
  • Goals = การทำประตู

เมื่อนำมารวมกันแล้ว จึงหมายถึง “ค่าความน่าจะเป็นที่โอกาสยิงหนึ่งครั้งจะกลายเป็นประตู

xG คำนวณจากอะไร ?

1. ระยะห่างจากประตู
ระยะห่างเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อโอกาสทำประตูมากที่สุด โดยทั่วไป ยิ่งยิงใกล้ประตู ค่า xG จะยิ่งสูง

  • ยิงหน้าปากประตู → xG สูง
  • ยิงไกลกว่า 30 เมตร → xG ต่ำ

เออร์ลิง ฮาลันด์ คือ ตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของกองหน้าที่มีค่า xG สูง โดยประตูส่วนใหญ่ของเขามาจากการแท็ปอิน (Tap-in) ในกรอบ 6 หลา เขาแทบจะไม่ยิงไกลเลย แต่เน้นการเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ใกล้และชัวร์ที่สุด

รวมถึงซน ฮึง-มิน ที่มักจะทำประตูได้มากกว่าค่า xG ที่ประเมินไว้ (Overperform xG) อย่างสม่ำเสมอ เพราะเขามีความเฉียบคมในการยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษ ซึ่งตามสถิติแล้วเป็นจุดที่ xG ต่ำมาก

2. มุมยิง
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับคุณภาพของมุมยิง มากกว่าระยะเพียงอย่างเดียว แม้จะอยู่ระยะใกล้เท่ากัน แต่มุมยิงก็มีผลอย่างมาก

  • ยิงตรงหน้าประตู → xG สูง
  • ยิงจากมุมแคบติดเส้นหลัง → xG ต่ำ

สำหรับผู้เล่นประเภทนี้ คนแรกที่ผมนึกถึงเลยคือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่มักจะพักบอลและหาจังหวะจบสกอร์ในระนาบที่ตรงกับหน้าปากประตู ซึ่งเป็นจุดที่ผู้รักษาประตูเซฟยากที่สุด รวมถึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่มักจะเลี้ยงบอลจี้เข้ากรอบเขตโทษฝั่งขวาจนเกือบสุดเส้นหลัง ซึ่งมุมยิงเหลือน้อยมาก (xG ต่ำ) แต่เขาสามารถปั่นโค้ง ๆ หรือยัดเสาแรกให้เป็นประตูได้บ่อยครั้ง

3. ใช้เท้าหรือโหม่ง
โอกาสยิงด้วยเท้ามักมีค่า xG สูงกว่าการโหม่ง เพราะผู้เล่นควบคุมทิศทางและแรงยิงได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม หากเป็นการโหม่งจากระยะใกล้โดยไม่มีตัวประกบ ค่า xG ก็อาจสูงเช่นกัน

สำหรับกองหน้าที่หาจังหวะโหม่งได้ดีที่ผมนึกถึงคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โดยการโหม่งมักจะมีค่า xG ต่ำกว่าการใช้เท้า แต่โรนัลโด้มีทักษะการกระโดดเทกตัวและค้างบนอากาศ (Hang time) ที่เหนือมนุษย์ ทำให้เขาสามารถโหม่งกดลงพื้นได้อย่างแม่นยำและรุนแรงราวกับการใช้เท้ายิง

4. จำนวนกองหลัง
หากระหว่างผู้ยิงกับประตูมีผู้เล่นฝ่ายรับหลายคน โอกาสที่บอลจะถูกบล็อกก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่า xG ลดลง

โดยปัจจัยนี้สอดคล้องกับสไตล์การเล่นของ โธมัส มุลเลอร์ ที่เล่นในบทบาท “Raumdeuter” (นักล่าหาพื้นที่) เขามักจะวิ่งสอดขึ้นมาในกรอบเขตโทษตอนที่ไม่มีใครประกบ ทำให้จังหวะง้างเท้ายิงของเขามักจะโล่งและไม่มีตัวบล็อก ส่งผลให้ค่า xG ของโอกาสนั้นพุ่งสูงขึ้น

รวมถึง ลิโอเนล เมสซี่ ที่มักจะถูกล้อมด้วยกองหลัง 3-4 คนรุมประกบอยู่เสมอ (ซึ่ง xG ของจังหวะแบบนี้จะต่ำมากเพราะเสี่ยงติดบล็อก) แต่เขาก็สามารถหาช่องเล็ก ๆ เพื่อจิ้มบอลหรือยิงบอลผ่านกองหลังเข้าประตูไปได้

5. ลักษณะการจ่ายบอลก่อนยิง

  • รูปแบบการสร้างโอกาสมีผลต่อคุณภาพของจังหวะยิง เช่น
  • คัตแบ็ก (Cut-back)
  • การจ่ายทะลุช่อง
  • เปิดจากริมเส้น
  • จ่ายเรียดเข้ากลาง

การจ่ายบอลที่ทำให้ได้เผชิญหน้าผู้รักษาประตูโดยตรง มักให้ค่า xG สูงกว่า ซึ่งเห็นได้บ่อยจาก อิลคาย กุนโดกัน และ ฟิล โฟเด้น ในระบบของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเจาะริมเส้นแล้วตบกลับเข้ากลาง (Cut-back) ซึ่งเป็นการจ่ายบอลที่สร้างค่า xG ได้สูงมาก กุนโดกันและโฟเด้นคือผู้เล่นที่อ่านจังหวะสอดเข้ามายิงลูกคัตแบ็กได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ซึ่งรวมถึงสายสปีดอย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ อีกด้วย บ่อยครั้งที่ เอ็มบัปเป้ มักจะรับบอลที่จ่ายทะลุช่องจากเพื่อนร่วมทีมเข้าไปดวลดี่ยวกับผู้รักษาประตูทันที ซึ่งทำให้ค่า xG ของโอกาสยิงในลักษณะนี้มีค่าสูงลิ่ว

6. รูปแบบการยิง
การยิงในแต่ละรูปแบบ มีโอกาสเป็นประตูไม่เท่ากัน โดยค่า xG ยังพิจารณาด้วยว่าโอกาสนั้นเกิดจาก

  • จุดโทษ
  • หลุดเดี่ยว
  • เตะมุม
  • ฟรีคิก
  • ยิงสวนกลับ
  • จังหวะชุลมุนหน้าประตู

ในเคสของการยิงฟรีคิก มีโอกาสที่จะเกิดค่า xG ต่ำ เพราะมีทั้งกำแพงและส่วนใหญ่ระยะค่อนข้างไกล แต่ผู้เล่นระดับผู้เชี่ยวชาญอย่างวอร์ด-พราวส์ สามารถเปลี่ยนค่า xG ต่ำเหล่านี้ ให้กลายเป็นประตูได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

เช่นเดียวกับจังหวะบอลขลุกขลิกที่คาดเดาทิศทางไม่ได้ ที่มักจะเห็นกองหน้าที่จมูกไวอย่าง ดิโอโก้ โชต้า ผู้ล่วงลับ มักจะยืนอยู่ในตำแหน่งที่บอลกระดอนมาหาพอดี และเปลี่ยนจังหวะชุลมุนให้กลายเป็นประตูแท็ปอินจ่อ ๆ เสมอ

ค่า xG ตีความอย่างไร ?

ค่า xG มีช่วงตั้งแต่ 0.00 ถึง 1.00 โดยสามารถตีความคร่าว ๆ ได้ดังนี้

  • ค่า xG ความหมาย
  • 0.02 โอกาสยิงต่ำมาก
  • 0.10 โอกาสค่อนข้างยาก
  • 0.30 โอกาสค่อนข้างดี
  • 0.50 มีโอกาสประมาณครึ่งหนึ่งที่จะเป็นประตู
  • 0.76 จุดโทษโดยเฉลี่ย
  • มากกว่า 0.90+ จังหวะที่แทบต้องเป็นประตู

สิ่งสำคัญคือค่า xG เป็นเพียงความน่าจะเป็นเท่านั้น ไม่ใช่การการันตีผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพราะผู้เล่นอาจที่มีค่า xG สูง อาจจะยิงประตูได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้เล่นดังกล่าวใช้โอกาสเปลือง หรือจังหวะจบสกอร์ไม่คม ตัวอย่างเช่น

1. ดาร์วิน นูนเญซ (Liverpool) ฤดูกาล 2023/24
ดาร์วิน นูนเญซ ถือเป็นขวัญใจสายคอนเทนต์และนักวิเคราะห์สถิติ เพราะเขามีความสามารถในการหาตำแหน่งและพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีโอกาสทำประตูสูงมาก แต่ปัญหาคือจังหวะสุดท้ายที่มักจะหลุดกรอบหรือติดเซฟอย่างน่าเหลือเชื่อ

  • ค่า xG ทั้งหมด: ~16.37 xG
  • ประตูที่ทำได้จริง (ไม่รวมจุดโทษ): 11 ประตู
  • ส่วนต่าง (Difference): -5.37 (หมายความว่าเขาควรยิงได้มากกว่านี้ประมาณ 5-6 ประตูจากโอกาสที่มี)
  • สถิติเพิ่มเติม: ในฤดูกาลนั้นเขาเป็นผู้เล่นที่พลาดโอกาสทอง (Big Chances Missed) สูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป (ประมาณ 27 ครั้ง)
darwin

2. กาเบรียล เชซุส (Manchester City) ฤดูกาล 2019/20
กาเบรียล เชซุส เป็นกองหน้าที่เล่นเพื่อทีมได้อย่างยอดเยี่ยมและมีค่า xG ต่อ 90 นาทีสูงมากตลอดอาชีพการค้าแข้ง ทว่าสถิติการจบสกอร์ของเขากลับต่ำกว่ามาตรฐาน xG เกือบทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ทีมไหน

  • ค่า xG ทั้งหมด: 18.49 xG
  • ประตูที่ทำได้จริง: 14 ประตู
  • ส่วนต่าง (Difference): -4.49
  • ภาพรวมอาชีพ: จากฐานข้อมูลระบุว่า เชซุสมีค่าสะสมสกอร์รวมต่ำกว่าค่า xG (Career Underperformance) รวมแล้วมากกว่า 12-15 ประตู ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองหน้าระดับท็อปที่จบสกอร์ได้ไม่คมเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับโอกาส
gabirel jesus

3. Timo Werner (Chelsea) ฤดูกาล 2020/21
ช่วงที่ ติโม แวร์เนอร์ ย้ายมาอยู่กับเชลซีใหม่ ๆ เขาถูกคาดหวังไว้สูงมาก ขยันวิ่ง หาช่องเก่งจนได้ค่า xG สะสมสูง แต่กลับตกเป็นข่าวดังเรื่องการพลาดลูกจ่อ ๆ อยู่บ่อยครั้ง

  • ค่า xG ทั้งหมด: 11.45 xG
  • ประตูที่ทำได้จริง: 6 ประตู
  • ส่วนต่าง (Difference): -5.45
timo werner

ค่า xg สูง ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีผลสกอร์ต่ำ ทำให้ผลการแข่งขันในหนึ่งนัดอาจไม่สะท้อนคุณภาพการเล่นทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้นักวิเคราะห์มักศึกษาค่า xG ควบคู่กับผลการแข่งขัน ไม่ใช่ดูสกอร์เพียงอย่างเดียว

แล้วทำไมบางทีม xG สูง แต่กลับแพ้ ? โดยสาเหตุหลัก ๆ ก็มักจะเกิดขึ้นจาก

  • ผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้ามเซฟได้อย่างยอดเยี่ยม
  • กองหน้ายิงไม่คม
  • บอลชนเสาหรือคาน
  • VAR ริบประตูคืน
  • ความผิดพลาดเพียงจังหวะเดียวของแนวรับ
  • คู่แข่งใช้โอกาสน้อยกว่าแต่เฉียบคมกว่า

ยกตัวอย่างในเกมระหว่าง อาร์เซนอล กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในวันที่ 28 ธันวาคม 2023 เกมนี้ถือเป็นเคสตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของคำว่าพับสนามบุกแต่แพ้ โดยอาร์เซนอลครองบอลและสร้างโอกาสยิงมหาศาล แต่เวสต์แฮมใช้ความเด็ดขาดในการสวนกลับและจบสกอร์

ในเกมนี้อาร์เซนอล มีค่า xG สูงถึงเกือบ 3 ประตู (2.77) จากการยิง 30 ครั้ง หมายความว่าตามหลักความน่าจะเป็น พวกเขาควรจะได้อย่างน้อย 2-3 ประตูในเกมนี้ แต่ความไม่เด็ดขาดของผู้เล่นบวกกับฟอร์มการเซฟที่ยอดเยี่ยมของ อัลฟงส์ อาเรโอลา (ผู้รักษาประตูเวสต์แฮม) ทำให้พวกเขาเปลี่ยนโอกาสที่มีมหาศาลเป็นประตูไม่ได้

ฝั่งเวสต์แฮม หากเราหักลบลูกจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ (ที่ ซาอิด เบนราห์มา ยิงไม่เข้า) ซึ่งมีค่า xG อยู่ที่ 0.79 ออกไป… เท่ากับว่าในจังหวะโอเพ่นเพลย์ปกติ เวสต์แฮมมีค่าความน่าจะเป็นในการได้ประตู (npxG) เพียงแค่ 0.66 เท่านั้น แต่พวกเขากลับเปลี่ยนโอกาสอันน้อยนิดนั้นให้กลายเป็น 2 ประตูได้อย่างเฉียบขาด

เมื่อเวสต์แฮมได้ประตูนำไปก่อนตั้งแต่ต้นเกมจาก โทมัส ซูเช็ค พวกเขาก็ถอยลงไปรับลึกแบบ Low Block ทำให้ค่า xG ของอาร์เซนอลส่วนใหญ่มาจากการพยายามยิงจากแถวสอง หรือจังหวะขลุกขลิกในกรอบเขตโทษที่ถูกบล็อก ซึ่งค่า xG จะบวกสะสมไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนครั้งที่ยิง แต่คุณภาพในการเป็นประตูจริง ๆ อาจจะไม่สูงเท่าที่ควร

สโมสรฟุตบอลนำค่า xG ไปใช้อย่างไร ?

ปัจจุบัน สโมสรระดับโลกแทบทุกแห่งใช้นำค่า xG มาใช้ในการวิเคราะห์ฟุตบอลในแง่มุมต่าง ไม่ว่าจะเป็น

  • วิเคราะห์เกม : ทีมงานโค้ชใช้ xG เพื่อดูว่าทีมสร้างโอกาสคุณภาพได้มากน้อยเพียงใด และเสียโอกาสอันตรายให้คู่แข่งแค่ไหน
  • ซื้อขายนักเตะ : แมวมองและฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลใช้ xG เพื่อประเมินว่ากองหน้าสร้างโอกาสได้สม่ำเสมอหรืออาศัยเพียงช่วงฟอร์มร้อนแรง
  • วางแท็กติก : หากทีมมีค่า xG ต่ำต่อเนื่อง อาจต้องปรับระบบการเข้าทำหรือรูปแบบการสร้างสรรค์เกมรุก
  • ประเมินกองหน้า : การเปรียบเทียบจำนวนประตูกับค่า xG ช่วยให้เห็นว่าผู้เล่นจบสกอร์ได้เหนือกว่าหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
  • วิเคราะห์คู่แข่ง : ทีมงานสามารถศึกษาว่าคู่แข่งสร้างโอกาสจากพื้นที่ใดบ่อยที่สุด เพื่อนำไปวางแผนรับมือ

ในเกมฟุตบอลระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น พรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก หรือลีกชั้นนำของยุโรป ต่างใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจในหลายด้าน ตั้งแต่การวิเคราะห์เกมไปจนถึงการวางแผนระยะยาว

สำหรับแฟนบอลทั่วไป ค่า xG เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การดูฟุตบอลสนุกและลึกซึ้งขึ้น ซึ่งทำให้เกิดแนวทางในการดูบอลใหม่ ๆ เช่น

  • การไม่ติดตามแค่ผลการแข่งขัน
  • เปรียบเทียบคุณภาพของโอกาสยิงทั้งสองทีม
  • วิเคราะห์ฟอร์มระยะยาวมากกว่าผลการแข่งขันเพียงนัดเดียว
  • เปรียบเทียบหลายแมตช์ต่อเนื่อง
  • ใช้ร่วมกับสถิติอื่น เช่น การครองบอล จำนวนการยิง และการยิงเข้ากรอบ

สรุป

ค่า xG หรือ Expected Goals คือสถิติที่ใช้วัด คุณภาพของโอกาสยิง ไม่ใช่จำนวนประตูที่เกิดขึ้นจริง โดยอาศัยข้อมูลอย่างระยะยิง มุมยิง ประเภทของโอกาส และปัจจัยอื่น ๆ เพื่อคำนวณความน่าจะเป็นในการทำประตู

สำหรับแฟนบอล ค่า xG ช่วยให้เข้าใจรูปเกมได้ลึกกว่าการดูสกอร์เพียงอย่างเดียว ส่วนสำหรับสโมสรและนักวิเคราะห์ ข้อมูลนี้มีบทบาทสำคัญในการประเมินฟอร์ม วางแท็กติก และตัดสินใจด้านการเสริมทัพ

อย่างไรก็ตาม ค่า xG ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง เพราะฟุตบอลยังเต็มไปด้วยปัจจัยที่ตัวเลขไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด ดังนั้น การใช้ค่า xG ควบคู่กับสถิติอื่นและบริบทของการแข่งขัน จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของเกมได้แม่นยำและสมดุลมากขึ้น

แชร์

Tag :

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Scroll to Top