เวลาเรานั่งดูบอลถ่ายทอดสด สถิติแรก ๆ ที่มักจะเด้งขึ้นมาบนหน้าจอคงหนีไม่พ้น เปอร์เซ็นต์การครองบอล แล้วค่านี้มันบอกอะไรเรา ?
พูดง่ายๆ ก็คือ Ball Possession คือ เปอร์เซ็นต์เวลาที่แต่ละทีมสามารถครองบอลไว้กับตัวได้ตลอดการแข่งขันครับ สถิตินี้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้สำหรับวิเคราะห์รูปเกมว่าใครกำลังคุมจังหวะอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องจำไว้เสมอเลยก็คือ การครองบอลที่มากกว่า ไม่ได้หมายความว่าทีมนั้นจะเป็นฝ่ายชนะเสมอไปครับ
Ball Possession คืออะไร ?
Ball Possesion หรือ การครองบอล หมายถึง ช่วงเวลาที่ผู้เล่นของทีมใดทีมหนึ่งสามารถควบคุมลูกบอล เอาไว้กับตัว หรือส่งบอลไปมาให้เพื่อนร่วมทีมได้สำเร็จ โดยระบบสถิติจะนำเวลาที่ทีมนั้น ๆ ได้ครอบครองบอลมาคำนวณหารายละเอียด และแปลงออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ของเวลาที่บอลอยู่ในการเล่น (In-play) ทั้งหมดตลอดการแข่งขัน
ตัวอย่างเช่น:
- ทีม A มีสถิติครองบอล 65%
- ทีม B มีสถิติครองบอล 35%
ตัวเลขนี้บอกเราเพียงว่า ทีม A มีเวลาเก็บบอลไว้กับตัวมากกว่าทีม B ถึงเกือบสองเท่า แต่ในโลกของฟุตบอล นี่ไม่ได้หมายความว่าทีม A เล่นได้ดีกว่า แข็งแกร่งกว่า หรือจะเป็นผู้ชนะเสมอไป เพราะฟุตบอลตัดสินกันที่จำนวนประตู ไม่ใช่เวลาในการถือครองบอล
Ball Possession คำนวณอย่างไร ?
หลายคนอาจสงสัยว่าระบบเก็บสถิติเขารู้ได้อย่างไรว่าใครครองบอลอยู่เท่าไหร่ หลักการนั้นเรียบง่ายแต่ต้องอาศัยการเก็บข้อมูลที่แม่นยำจากการนำปัจจัยต่าง
การจับเวลาการครองบอล
ในอดีต การเก็บสถิติใช้คนกดนาฬิกาจับเวลา (Stopwatch) สลับไปมาเมื่อบอลเปลี่ยนฝั่ง แต่ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Data Analytics) ระบบจะใช้อัลกอริทึมและกล้องตรวจจับเพื่อคำนวณเวลาที่ผู้เล่นสัมผัสบอลและครอบครองบอลอย่างต่อเนื่อง
เมื่อใดจึงถือว่า “เสียการครองบอล”
โดยการจับเวลาครองบอลจะหยุดลง และสลับไปนับให้ฝ่ายตรงข้ามทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้
- ส่งบอลพลาด : จ่ายบอลไปเข้าเท้าคู่แข่ง หรือคู่แข่งสามารถตัดบอล (Intercept) ไปได้
- ถูกแย่งบอล : ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามเข้าสกัด (Tackle) และแย่งบอลไปครอบครองได้สำเร็จ
- บอลออกนอกสนาม : ไม่ว่าจะเป็นลูกทุ่ม ลูกเตะมุม หรือลูกตั้งเตะจากปากประตู (เมื่อฝ่ายตรงข้ามได้สิทธิ์เริ่มเล่น)
- ฟาวล์ : เกมหยุดและสิทธิ์การเล่นลูกนิ่งตกเป็นของคู่แข่ง
- ผู้รักษาประตูฝ่ายตรงข้ามเริ่มเล่นใหม่ : เมื่อยิงไปติดเซฟแล้วผู้รักษาประตูคู่แข่งรับบอลไว้ได้
สถิติ Ball Possession บอกอะไรได้บ้าง ?
สถิติการครองบอลไม่ได้มีไว้ประดับหน้าจอ แต่เป็นกระจกสะท้อนปรัชญาการทำทีมและสถานการณ์ในสนามได้อย่างดี โดนแบ่งออกเป็นประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
1. รูปแบบการเล่นของทีม : เปอร์เซ็นต์ที่ออกมาสะท้อนชัดเจนว่าทีมนั้นเลือกเล่นฟุตบอลแบบใด ทีมที่เปอร์เซ็นต์สูงมักจะเน้นเกมรุกและการสร้างสรรค์เกม ในขณะที่ทีมเปอร์เซ็นต์ต่ำมักจะเลือกเล่นแบบรัดกุม
2. การควบคุมจังหวะเกม : ทีมที่ได้ครอบครองบอลคือทีมที่ได้กำหนด “จังหวะ” ของการแข่งขัน ว่าจะเร่งความเร็วในการบุก หรือจะเคาะบอลช้าๆ เพื่อดึงเวลาและลดความกดดัน
3. ความสามารถในการต่อบอล : ค่า Possession ที่สูง มักจะสัมพันธ์โดยตรงกับความแม่นยำในการผ่านบอล (Pass Accuracy) ทีมที่ครองบอลได้ดีจำเป็นต้องมีทักษะพื้นฐานในการส่งบอลและหาพื้นที่รับบอลที่ยอดเยี่ยม
4. แผนการเล่นของโค้ช : ตัวเลขนี้คือผลลัพธ์จากแผนในห้องแต่งตัว
- ทีมที่เน้นครองบอล (Possession Football) : ต้องการเป็นผู้คุมเกมเบ็ดเสร็จ กดดันคู่แข่งให้อยู่แต่ในแดนตัวเอง
- ทีมที่เน้นตั้งรับและสวนกลับ (Counter Attack) : ยอมให้คู่แข่งครองบอลไป แต่เตรียมพร้อมขโมยบอลในจังหวะสำคัญเพื่อโจมตีเร็ว
ทีมที่เล่นสไตล์ครองบอล มีลักษณะอย่างไร ?
ทีมที่ศรัทธาในศาสตร์ของการครองบอล มักจะมีเอกลักษณ์การเล่นที่สังเกตได้ชัดเจน ดังนี้
- ต่อบอลสั้น : พวกเขาหลีกเลี่ยงการสาดบอลยาวแบบวัดดวง แต่จะเน้นการเคาะบอลสั้นสลับตำแหน่งกันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
- สร้างเกมจากแดนหลัง : การเซ็ตบอลจะเริ่มตั้งแต่ผู้รักษาประตู ส่งต่อให้กองหลัง ค่อยๆ ลำเลียงบอลขึ้นไปด้านหน้าอย่างมีระบบ (Build-up play)
- ดึงคู่แข่งออกจากตำแหน่ง : จุดประสงค์หลักของการเคาะบอลไปมา คือการทำให้แผงเกมรับของคู่แข่งขยับ ดึงตัวประกบให้หลุดตำแหน่งเพื่อสร้าง “พื้นที่ว่าง” (Space) ในการเจาะเข้าทำประตู
- คุมจังหวะการแข่งขัน : สไตล์นี้มักเชื่อมโยงกับปรัชญา Possession Football หรือที่โด่งดังสุดขีดในชื่อ Tiki-Taka ซึ่งใช้วิธีการส่งบอลเป็นทั้งอาวุธในการรุกและโล่ป้องกันในการรับ (เพราะตราบใดที่เรามีบอล คู่แข่งก็ยิงเราไม่ได้)

หากจะหาทีมที่เป็นสัญลักษณ์ของ Possession Football ในช่วง 10 ที่ผ่านมา คงไม่มีใครชัดเจนไปกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ทีมชุดนี้มักจะมีสถิติการครองบอลเฉลี่ยสูงถึง 65-70% แทบทุกฤดูกาล ซึ่งสะท้อนลักษณะเด่นของสไตล์นี้ออกมาได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น
- ต่อบอลสั้น (Short Passing) : แมนฯ ซิตี้ จะไม่เน้นการสาดบอลยาวทิ้งไปข้างหน้า แต่ใช้การทำชิ่ง 1-2 จังหวะอย่างแม่นยำ (Combination Play) เพื่อขยับบอลไปทั่วสนาม
- การสร้างเกมจากแดนหลัง (Build-up from the back) : ทุกอย่างเริ่มต้นที่ผู้รักษาประตู (เช่น เอแดร์ซอน) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกองหลังตัวที่ 3 พวกเขาจะแกะเพรสซิ่งคู่แข่งด้วยการเคาะบอลจากแดนตัวเอง ค่อยๆ ลำเลียงบอลขึ้นไปอย่างใจเย็น แทนการเตะเปิดเกมแบบวัดดวง
- การดึงคู่แข่งออกจากตำแหน่ง (Drawing Opponents) : การถ่ายบอลไปมาซ้าย-ขวาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การเคาะบอลเพื่อฆ่าเวลา แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้แผงรับคู่แข่งต้องขยับตาม จนเกิด “ช่องว่าง (Space)” ระหว่างแนวรับ เพื่อให้ตัวรุกสอดทะลุเข้าไปทำประตูคุม
- การคุมจังหวะการแข่งขัน (Controlling the Tempo) : การมีบอลอยู่กับตัวตลอดเวลา ทำให้พวกเขาเป็นผู้กำหนดว่าช่วงไหนควรเร่งเกมบุก หรือช่วงไหนควรดึงจังหวะให้ช้าลงเพื่อลดความกดดัน ซึ่งเป็นรากฐานที่พัฒนาต่อยอดมาจากปรัชญาฟุตบอลแบบ Tiki-Taka นั่นเอง
ครองบอลมากกว่า แปลว่าจะชนะจริงหรือ ?
คำตอบสั้นๆ คือ “ไม่เสมอไป”
การครองบอลเป็นเพียงวิธีการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ หลายครั้งเรามักเห็นทีมที่ครองบอลพับสนามบุกตลอด 90 นาที แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นั่นเป็นเพราะอะไร ?
- ครองบอลแต่สร้างโอกาสยิงไม่ได้ : การส่งบอลไปมาในแดนตัวเองหรือแดนกลาง ไม่ได้สร้างความอันตรายใดๆ ให้กับกรอบเขตโทษคู่แข่ง
- คู่แข่งสวนกลับมีประสิทธิภาพ : การดันทีมขึ้นสูงเพื่อครองบอลบุก มักจะทิ้งพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ไว้ด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดสลบหากเจอคู่แข่งที่มีปีกความเร็วสูง
- คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ : การมีโอกาสยิงเหน่ง ๆ เพียง 3 ครั้ง อาจเปลี่ยนเป็น 2 ประตูได้ ขณะที่การครองบอลเพื่อยิงไกลแบบไร้ทิศทาง 20 ครั้ง อาจไม่ได้เลยสักประตู

หากจะหาแมตช์ที่อธิบายประโยคที่ว่า “ครองบอลมากไม่ได้แปลว่าจะชนะ” ได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นเกมประวัติศาสตร์ในฟุตบอลโลก 2022 ที่ทีมชาติญี่ปุ่น เอาชนะ ทีมชาติสเปน ไปได้ 2-1
- ทีมชาติสเปน : ครองบอลสูงถึง 82% (จ่ายบอลสำเร็จทะลุ 1,000 ครั้ง)
- ทีมชาติญี่ปุ่น : ครองบอลเพียง 18%
ตลอดทั้งเกม สเปนต่อบอลเคาะไปมาอย่างสวยงามตามสไตล์ แต่แทบจะเจาะทะลวงเข้าไปในกรอบเขตโทษของญี่ปุ่นไม่ได้เลย เพราะญี่ปุ่นเล่นเกมรับด้วยความอดทน มีระเบียบวินัย (Low Block) และรอจังหวะที่สเปนดันไลน์ขึ้นสูง
Ball Possession มีข้อจำกัดอะไร ?
เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สถิติ Ball Possession มีข้อจำกัดและจุดบอดหลายประการ ดังนี้
- ไม่วัดคุณภาพของการครองบอล : การส่งบอลไปมาระหว่างเซ็นเตอร์แบ็กสองคนนับเป็นการครองบอล แต่ไม่ได้สร้างความอันตรายใดๆ
- ไม่สะท้อนโอกาสทำประตู : ทีมที่ครองบอล 70% อาจไม่มีโอกาสเจาะเข้าไปยิงในกรอบเขตโทษเลยแม้แต่ครั้งเดียว
- ไม่บอกว่าทีมใดเล่นได้อันตรายกว่า : ทีมที่เปอร์เซ็นต์น้อยอาจส่งบอลเข้าพื้นที่สุดท้าย (Final Third) ได้น่ากลัวกว่าทีมที่เอาแต่เคาะบอลในแดนตัวเอง
- ไม่สามารถใช้ตัดสินผู้ชนะได้ด้วยตัวเลขเดียว : นี่คือสถิติที่ใช้ “อธิบายวิธีการ” ไม่ใช่สถิติที่ใช้ “สรุปผลลัพธ์”
ในฐานะคนที่ติดตามฟุตบอลเชิงวิเคราะห์มาอย่างยาวนาน ผมมักจะบอกเสมอว่าเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่ปรากฏบนหน้าจออาจหลอกตาเราได้
เรามักจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “U-shape Possession” หรือการครองบอลเป็นรูปตัวยู นั่นคือทีมที่เหนือกว่าพยายามถ่ายบอลจากแบ็กขวา ไปเซ็นเตอร์ ถ่ายไปแบ็กซ้าย แต่เจาะตรงกลางไม่ได้ สุดท้ายเปอร์เซ็นต์การครองบอลอาจพุ่งสูงถึง 75% แต่ค่า xG แทบเป็นศูนย์ ในทางกลับกัน ฝ่ายที่รอรับในแดน แม้จะครองบอลเพียง 25% แต่กลับมีโอกาสสวนกลับหลุดเดี่ยว สร้างค่า xG (โอกาสที่เป็นประตู) พุ่งทะยานสูงลิ่ว นั่นแปลว่า 25% นั้น “มีคุณภาพ” มากกว่า 75% อย่างเทียบไม่ติด
สถิติการครองบอลจึงควรเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการตั้งคำถาม มากกว่าจะเป็น “ข้อสรุปสุดท้าย” และเมื่อได้เห็นค่า Possession 70%
และสำหรับการดูบอลครั้งต่อไป คำถามต่อไปของผมจะไม่ใช่ “ทีมนี้เก่งแค่ไหน?” แต่จะเป็น “ทีมนี้ใช้ 70% นั้น สร้าง Big Chances (โอกาสทอง) ได้กี่ครั้ง ?” การดูฟุตบอลโดยนำค่า Possession มาผสานรวมกับ xG, Pass Accuracy ในแดนบน และความเฉียบคม จะช่วยให้แฟนบอลอย่างเรา ๆ เข้าถึงเสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้ได้ลึกซึ้งขึ้นมากขึ้นครับ
อ้างอิง :
1. https://www.premierleague.com/en/news/4663968/pep-guardiolas-seven-innovations-that-revolutionised-premier-league-tactics
2. https://www.espn.com/soccer/match/_/gameId/633828/spain-japan



