ข่าวล่าสุด

Hat-trick คืออะไร ? ทำไมการยิง 3 ประตูในเกมเดียวถึงเรียกว่า Hat-trick

hat trick คืออะไร

หลายคนอาจเข้าใจว่าแฮตทริกก็แค่การที่ใครสักคนทำได้ 3 ประตูในเกมเดียว แต่ในความเป็นจริง คำ ๆ นี้มีมิติ ประวัติศาสตร์ และรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องการทำ “Hat-trick” ไปจนถึงบทวิเคราะห์เจาะลึกว่าทำไมในยุคฟุตบอลสมัยใหม่ การเหมาสามประตูถึงกลายเป็นศิลปะขั้นสูงที่ไม่ได้เห็นกันง่าย ๆ อีกต่อไป

Hat-trick คืออะไร ?

Hat-trick หรือ “แฮตทริก” ในภาษาไทย คือ การที่ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งสามารถทำประตูได้ 3 ประตูใน 1 เกม โดยมีเงื่อนไขที่เปิดกว้างดังนี้

  • ไม่จำเป็นต้องยิงติดกัน : สามารถมีเพื่อนร่วมทีมหรือผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามทำประตูคั่นกลางได้
  • ไม่จำเป็นต้องอยู่ในครึ่งเวลาเดียวกัน : ยิงครึ่งแรก 1 ลูก และครึ่งหลังอีก 2 ลูก ก็นับเป็นแฮตทริก
  • ยิงด้วยอวัยวะใดก็ได้ : จะเป็นเท้าซ้าย เท้าขวา ลูกโหม่ง หรือส่วนอื่นของร่างกาย (ที่ไม่ผิดกติกาแฮนด์บอล) ก็สามารถนับรวมกันได้ทั้งหมด

ต้องยิงภายใน 90 นาทีหรือไม่ ?

  • รวมช่วงทดเวลาบาดเจ็บ (Injury Time) : หากนักเตะยิงประตูที่สามได้ในนาทีที่ 90+5 สถิตินี้จะถูกบันทึกเป็นแฮตทริกอย่างสมบูรณ์
  • รวมช่วงต่อเวลาพิเศษ (Extra Time) : ในเกมฟุตบอลถ้วยแบบน็อคเอาท์ หากเสมอกันใน 90 นาที และต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที ประตูที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ยังนับรวมในสถิติส่วนตัวของเกมนั้น
  • ไม่รวมการดวลจุดโทษชี้ขาด (Penalty Shootout) : หากเกมจบลงด้วยผลเสมอและต้องดวลจุดโทษตัดสิน ประตูที่นักเตะยิงเข้าในช่วงดวลจุดโทษจะ ไม่ถูกนับรวม เป็นสถิติการทำประตูในเกม และไม่สามารถนำมานับเป็นแฮตทริกได้

ทำไมถึงเรียกว่า Hat-trick ?

หลายคนอาจคิดว่าคำนี้มีต้นกำเนิดมาจากวงการฟุตบอล แต่แท้จริงแล้วมันถูกยืมมาจากกีฬาประเภทอื่น และมีอายุเก่าแก่กว่าร้อยปี

ย้อนกลับไปในปี 1858 ในการแข่งขันคริกเก็ตที่ประเทศอังกฤษ นักโยนลูก (Bowler) ชื่อ H.H. Stephenson สามารถทำการโยนลูกและทำลายวิกเก็ต (Wicket) ของฝ่ายรับได้ 3 คนติดต่อกันจากการโยน 3 ครั้งรวด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก

เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ แฟน ๆ กีฬาคริกเก็ตในวันนั้น จึงได้ร่วมกันเรี่ยไรเงินและนำไปซื้อ “หมวก” (Hat) มอบให้กับเขาเป็นรางวัล นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “Hat-trick” หรือ “ทริกที่ทำให้ได้หมวก” นั่นเอง

เมื่อเวลาผ่านไป คำศัพท์นี้เริ่มได้รับความนิยมและถูกนำไปใช้ในกีฬาประเภทอื่นที่มีการทำสถิติถึง 3 ครั้ง ในวงการฟุตบอล คำว่า Hat-trick เริ่มถูกนำมาใช้ในสื่อสิ่งพิมพ์ของอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่ออธิบายถึงนักเตะที่ทำได้ 3 ประตูในเกมเดียว และจากหมวกรางวัลในวันนั้น วัฒนธรรมฟุตบอลได้เปลี่ยนมันมาเป็นการมอบ “ลูกฟุตบอลที่ใช้แข่งขันในแมตช์นั้น” (Match Ball) ให้นักเตะที่ทำแฮตทริกได้นำกลับบ้านแทน

Hat-trick มีกี่แบบ ?

แม้ว่า 3 ประตูจะหมายถึงแฮตทริกเหมือนกัน แต่ในโลกของลูกหนัง ยังมีการแบ่งแยกความยากและสไตล์ของการทำแฮตทริกออกไปอีก

1. Hat-trick ปกติ

เป็นรูปแบบที่เราเห็นกันบ่อยที่สุด คือการทำครบ 3 ประตูใน 1 เกม ไม่ว่าจะมาจากลูกโอเพ่นเพลย์ ลูกตั้งเตะ หรือจุดโทษ และไม่ว่าจะใช้เท้าข้างถนัดทั้งหมดก็ตาม

2. Perfect Hat-trick

“เพอร์เฟกต์ แฮตทริก” หมายถึงการทำ 3 ประตูในเกมเดียว โดยใช้อวัยวะ 3 ส่วน ประกอบด้วย

1. ยิงด้วย เท้าซ้าย 1 ประตู
2. ยิงด้วย เท้าขวา 1 ประตู
3. ทำประตูด้วย ลูกโหม่ง 1 ประตู

3. Flawless Hat-trick

บางครั้งถูกเรียกว่า “Classic Hat-trick” (ในเยอรมันเรียกว่า Lupenreiner Hattrick) เป็นการยิง 3 ประตูติดต่อกันรวดเดียว โดยไม่มีผู้เล่นคนอื่น (ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีมหรือคู่แข่ง) ทำประตูคั่นกลางได้เลย และส่วนใหญ่มักจะนับเฉพาะการยิงให้จบในครึ่งเวลาเดียวกันด้วย

Hat-trick สำคัญอย่างไรในวงการฟุตบอล ?

การทำแฮตทริกไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขสถิติ แต่มันคือ “จุดเปลี่ยน” และเครื่องหมายการค้าของนักเตะระดับท็อป ดังนี้

  • สัญลักษณ์ของฟอร์มระดับสูง : มันพิสูจน์ถึงความเฉียบคม สมาธิ และความกระหายในการทำประตูที่เหนือกว่ามาตรฐานปกติ
  • การันตี Man of the Match : แทบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นักเตะที่ทำแฮตทริกจะได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์นั้นไปครองโดยปริยาย
  • สร้างจุดเปลี่ยนในตารางดาวซัลโว : การบวกเพิ่ม 3 ประตูในเกมเดียว ส่งผลอย่างมหาศาลต่อการแข่งขันแย่งชิงรางวัลรองเท้าทองคำ (Golden Boot) ทั้งในลีกและระดับทวีป
  • เส้นทางสู่ Ballon d’Or : สำหรับกองหน้า การมีแมตช์ที่ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริกใส่ทีมใหญ่ ๆ มักจะกลายเป็นไวรัลและภาพจำที่ส่งผลต่อคะแนนโหวตรางวัลส่วนตัวระดับโลกอย่างบัลลงดอร์

Hat-trick ที่แฟนบอลทั่วโลกจดจำ

ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างของการทำแฮตทริกที่กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการลูกหนัง

haaland hat trick vs crystal palace

เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ : ชายผู้ทำให้แฮตทริกดูเป็นเรื่องง่ายในพรีเมียร์ลีก ฮาลันด์เคยทำแฮตทริกในบ้านได้ 3 เกมติดต่อกันในฤดูกาลแรกของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงร่างกายที่เหนือชั้นและการจบสกอร์ที่ไร้ความปรานี

salah hat trick vs man united

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : แฮตทริกของซาลาห์ที่บุกไปยิง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงโอลด์แทรฟฟอร์ด ในชัยชนะ 5-0 (ฤดูกาล 2021/22) เป็นภาพจำที่ตอกย้ำความเป็นยอดแข้งของพรีเมียร์ลีกและเป็นฝันร้ายที่แฟนผีแดงไม่อยากจำ

cole palmer hat trick vs man united

โคล พาลเมอร์ : สตาร์ดาวรุ่งของเชลซีที่เพิ่งสร้างความฮือฮาในฤดูกาล 2023/24 ด้วยการกดแฮตทริกสุดดราม่าใส่ แมนฯ ยูไนเต็ด (พร้อมทำสองประตูในช่วงทดเจ็บนาทีบาป) และตามมาติดๆ ด้วยการเหมา 4 ประตูใส่เอฟเวอร์ตัน ซึ่งในนั้นคือ Perfect Hat-trick ภายในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงแรก!

cr7 hat trick vs atletico madrid

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ : “มิสเตอร์แชมเปียนส์ลีก” ตัวจริง เขามักจะทำแฮตทริกในสถานการณ์ที่ทีมต้องการปาฏิหาริย์ เช่น การยิง 3 ลูกพายูเวนตุสพลิกนรกเข้ารอบดับฝันแอตเลติโก มาดริด

benzema hat trick vs chelsea

คาริม เบนเซม่า : ในฤดูกาล 2021/22 ที่เรอัล มาดริด เป็นแชมป์ เบนเซม่าทำแฮตทริกติดต่อกันในรอบน็อคเอาท์ใส่เปแอสเช และเชลซี แสดงให้เห็นถึงคลาสของนักเตะที่ใช้สมองและการอ่านเกมล้วน ๆ

mbappe hat trick vs argentina 2022

คีเลียน เอ็มบัปเป้ : การทำแฮตทริก ในนัดชิงฯ ฟุตบอลโลก 2022 เป็นหนึ่งในแฮตทริกที่ยิ่งใหญ่แต่น่าเศร้าที่สุด เอ็มบัปเป้แบกฝรั่งเศสกลับสู่เกมด้วยการยิง 3 ประตูใส่อาร์เจนตินาในนัดชิงชนะเลิศ แม้สุดท้ายทีมจะแพ้จุดโทษ แต่มันคือผลงานระดับปรากฏการณ์

ทำไมการทำ Hat-trick ในยุคปัจจุบันจึงยากกว่าเดิม ?

หากเรามองผ่านตัวเลขสถิติของสัตว์ประหลาดอย่าง ฮาลันด์ หรือ เมสซี่ เราอาจจะรู้สึกว่าพวกเขาทำแฮตทริกได้บ่อย แต่ในฐานะของคนที่ติดตามฟุตบอลลีกใหญ่ และแท็กติกฟุตบอลสมัยใหม่มาอย่างต่อเนื่อง ผมขอบอกเลยว่า “สถิติของซูเปอร์สตาร์เหล่านั้นกำลังหลอกตาเราอยู่” เพราะโดยพื้นฐานแล้ว การทำแฮตทริกในฟุตบอลยุคปัจจุบันนั้น ทำได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. แท็กติกฟุตบอลสมัยใหม่ ทำให้พื้นที่ และโอกาสยิงลดลง

ฟุตบอลทุกวันนี้ขับเคลื่อนด้วย Data Analysis โค้ชระดับท็อปมักให้ความสำคัญกับค่า xG (Expected Goals) อย่างมาก นักเตะจะไม่ได้รับอนุญาตให้สับไกยิงพร่ำเพรื่อจากระยะไกลหรือมุมแคบอีกต่อไป พวกเขาถูกฝึกให้ป้ายบอลต่อเพื่อให้ได้โอกาสยิงที่มีค่า xG สูงที่สุด รวมถึงการ

  • การตั้งรับแบบ Low Block: ทีมรองบ่อนในยุคนี้ไม่ได้เล่นเกมรับแบบรอโดนยิง แต่พวกเขายืนตำแหน่งซ้อนกันเป็นระบบ (Compact) บีบพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษจนกองหน้าแทบไม่มีพื้นที่พลิกบอล
  • High Pressing ที่รัดกุม: กองหน้าต้องใช้พลังงานมหาศาลไปกับการวิ่งไล่เพรสซิ่งแดนบน (Defensive action) ทำให้ความสดในจังหวะสปรินต์เพื่อทำประตูในช่วงท้ายเกมลดลง

2. กฎเปลี่ยนตัว 5 คน และการโรเตชั่น

นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ดับฝันการทำแฮตทริก จากการสังเกตการคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือ มิเกล อาร์เตต้า สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ “เมื่อเกมขาด ตัวหลักจะถูกเปลี่ยนตัวเพื่อพักฟื้นทันที“

เรามักจะเห็น เออร์ลิ่ง ฮาลันด์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, หรือ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ยิง 2 ประตูในครึ่งแรกหรือช่วงต้นครึ่งหลัง แต่แทนที่พวกเขาจะได้อยู่ในสนามเพื่อล่าแฮตทริก โค้ชมักจะเลือกเปลี่ยนตัวพวกเขาออกในนาทีที่ 60-70 เพื่อเก็บความสดไว้ใช้นัดต่อไป การให้ความสำคัญกับภาพรวมของทีม และโปรแกรมเตะที่อัดแน่น (Player Load Management) ทำให้โอกาสล่าประตูที่สามของบรรดาศูนย์หน้าลดลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

3. การกระจายหน้าที่กันทำประตู

ฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพา “หน้าเป้าหมายเลข 9” เพียงคนเดียวอีกต่อไป ระบบอย่าง False 9, ปีกแบบ Inverted Winger หรือแม้แต่ฟูลแบ็คที่เติมเข้ากรอบเขตโทษ ทำให้ทุกตำแหน่งมีสิทธิ์สอดขึ้นมาทำประตูได้ ภาระการทำสกอร์จึงถูกแชร์ไปยังผู้เล่น 4-5 คนในแนวรุก แทนที่จะป้อนบอลให้ศูนย์หน้าคนเดียวแบบเบ็ดเสร็จ

ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณเห็นกองหน้าคนหนึ่งสามารถกระซวกแฮตทริกได้ในพรีเมียร์ลีกยุคปัจจุบัน จงรู้ไว้เถอะว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของโชค แต่มันคือการเอาชนะกำแพงแท็กติกอันสลับซับซ้อนและการวางแผนของฟุตบอลยุคใหม่ได้อย่างหมดจดจริง ๆ

สุดท้ายนี้ แม้ว่าในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยแท็กติกรัดกุม กฎการเปลี่ยนตัว 5 คน และกองหลังระดับอีลีท จะทำให้การเหมาสามประตูเป็นเรื่องที่ยากขึ้นอย่างมหาศาล แต่นั่นก็ยิ่งทำให้วินาทีที่นักเตะยิงประตูที่สามเข้ากรอบ กลายเป็นโมเมนต์ที่ทรงคุณค่า สะท้อนถึงคุณภาพส่วนตัวขั้นสุดยอด และสร้างความทรงจำที่ไม่มีวันลืมให้กับแฟนบอลทุกคนที่ได้เป็นพยานในเกมนั้น

แชร์

Tag :

Scroll to Top