แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประกาศคว้าตัว เอลเลียต แอนเดอร์สัน กองกลางทีมชาติอังกฤษจาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ อย่างเป็นทางการ ด้วยค่าตัว 116 ล้านปอนด์ ส่งให้เจ้าตัวกลายเป็นนักเตะชาวอังกฤษที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์
ค่าตัวดังกล่าวแซงหน้าสถิติเดิมของ จูด เบลลิงแฮม ที่ย้ายจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปอยู่กับเรอัล มาดริด ด้วยมูลค่า 115 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2023
นอกจากนี้ ดีลของแอนเดอร์สันยังกลายเป็นหนึ่งในการย้ายทีมที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เป็นรอง อเล็กซานเดอร์ อิซัค (125 ล้านปอนด์) และ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ (116.5 ล้านปอนด์) เท่านั้น
รายงานจาก Sky Sports ระบุว่า แอนเดอร์สัน ได้รับอนุญาตจากแคมป์ทีมชาติอังกฤษให้เดินทางเข้ารับการตรวจร่างกายกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลก ก่อนที่การย้ายทีมจะเสร็จสมบูรณ์
แม้จะได้รับความสนใจจากหลายสโมสร รวมถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายมิดฟิลด์วัย 23 ปีเลือกย้ายมาค้าแข้งในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยมด้วยตัวเอง
ขณะที่ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ พร้อมพิจารณาข้อเสนอจากทุกทีม แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับนักเตะ และเจ้าตัวเลือกตอบรับโปรเจกต์ของ “เรือใบสีฟ้า”
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ทั้งสองสโมสรบรรลุข้อตกลงในการย้ายทีมของ แอนเดอร์สัน เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนด้านเอกสารจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นหลังจากนักเตะเดินทางกลับอังกฤษ เนื่องจากเจ้าตัวยังคงอยู่ระหว่างรับใช้ทีมชาติอังกฤษในศึกฟุตบอลโลก
สโมสรยังส่งข้อความอวยพรให้ แอนเดอร์สัน และทัพ “สิงโตคำราม” ประสบความสำเร็จในทัวร์นาเมนต์ พร้อมตั้งตารอต้อนรับเจ้าตัวสู่แมนเชสเตอร์อย่างเป็นทางการ
ฤดูกาลที่ผ่านมา แอนเดอร์สัน ลงสนามให้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ครบทุกนัดในศึกพรีเมียร์ลีก โดยออกสตาร์ตเป็นตัวจริงถึง 37 เกม ทำได้ 4 ประตู และ 4 แอสซิสต์
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังติดอันดับ 5 อันดับแรกของพรีเมียร์ลีก ในสถิติการเข้าปะทะ และการจ่ายบอล สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการเล่นทั้งเกมรุกและเกมรับ
ด้วยวัยเพียง 23 ปี แอนเดอร์สัน ถูกยกให้เป็นหนึ่งในกองกลางที่น่าจับตามองที่สุดของยุโรป และเป็นการเสริมทัพรายแรกของ เอ็นโซ มาเรสกา กุนซือคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เข้ามารับช่วงต่อจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา



