น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ประกาศแต่งตั้ง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือชาวออสเตรียวัย 51 ปี เข้ารับตำแหน่งเฮดโค้ชคนใหม่อย่างเป็นทางการ นับเป็นผู้จัดการทีมคนที่ 5 ของสโมสรภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี หลังตัดสินใจแยกทางกับ วิตอร์ เปเรย์ร่า ก่อนเงื่อนไขในสัญญาจะสิ้นสุดลงเพียงไม่กี่นาที
การเข้ามาของ กลาสเนอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งการเดิมพันครั้งใหญ่ของเจ้าของสโมสร เอวานเจลอส มารินาคิส ที่หวังพา “เจ้าป่า” กลับมาเป็นทีมที่แข็งแกร่งทั้งในพรีเมียร์ลีกและเวทียุโรปอีกครั้ง
มารินาคิส กล่าวถึงกุนซือคนใหม่ว่า “โอลิเวอร์คือผู้ชนะอย่างแท้จริง”
“เรามีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีความทะเยอทะยานแบบเดียวกัน และต่างต้องการสร้างความสำเร็จให้กับสโมสรแห่งนี้”
รายงานระบุว่า ฟอเรสต์เริ่มติดต่อกับ กลาสเนอร์ ตั้งแต่ช่วงต้นซัมเมอร์ หลังเจ้าตัวอำลา คริสตัล พาเลซ เมื่อจบฤดูกาลที่ผ่านมา
กลาสเนอร์สร้างชื่อจากการพา ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต คว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2021/22 ก่อนจะย้ายมาคุม คริสตัล พาเลซ ในปี 2024
ตลอดช่วงเวลาที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ก เขาพาทีมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ซึ่งเป็นโทรฟี่ระดับเมเจอร์ใบแรกของสโมสร ต่อด้วยแชมป์ ยูฟ่า ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก และ คอมมิวนิตี้ ชิลด์
ด้วยผลงานดังกล่าว ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในกุนซือไม่กี่คนที่สามารถคว้าแชมป์ได้ทั้ง ยูโรปา ลีก และ ยูโรปา คอนเฟอเรนซ์ ลีก
กุนซือชาวออสเตรียยอมรับว่า สิ่งที่ทำให้เขาตอบรับข้อเสนอคือความเชื่อมั่นที่ฝ่ายบริหารมอบให้
“ตั้งแต่การพูดคุยครั้งแรก ผมสัมผัสได้ทันทีว่าผู้บริหารมีแผนงานที่ชัดเจน และเชื่อมั่นในตัวผมกับทีมงานอย่างเต็มที่”
“ผมเห็นศักยภาพของนักเตะชุดนี้ และเชื่อว่าเราสามารถสร้างบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันได้”
การแต่งตั้ง กลาสเนอร์ ทำให้ ฟอเรสต์ เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นรายที่ 5 ในรอบไม่ถึง 12 เดือน หลังจากก่อนหน้านี้มีทั้ง
- นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้
- อังเก้ ปอสเตโคกลู
- ฌอน ไดช์
- วิตอร์ เปเรย์ร่า
- และล่าสุด โอลิเวอร์ กลาสเนอร์
แม้ เปเรย์ร่า จะพาทีมจบอันดับ 16 ของพรีเมียร์ลีก พร้อมทะลุถึงรอบรองชนะเลิศ ยูโรปา ลีก แต่สุดท้ายการเจรจาสัญญาฉบับใหม่กลับไม่คืบหน้า ก่อนสโมสรจะเลือกเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
มารินาคิส ย้ำว่า เป้าหมายของสโมสรไม่ได้มีเพียงการหนีตกชั้นอีกต่อไป
“เราต้องการสร้าง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ให้กลับมาเป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำของอังกฤษและยุโรป”
“ความทะเยอทะยานของเราไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่คือการคว้าแชมป์ และสร้างทีมที่แฟนบอลภาคภูมิใจ”
หากมองย้อนกลับไปตลอดปีที่ผ่านมา ฟอเรสต์เปลี่ยนผู้จัดการทีมอย่างต่อเนื่อง แต่ผลงานกลับยังไม่สามารถสร้างความมั่นคงได้อย่างแท้จริง การดึง โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ เข้ามาครั้งนี้ จึงต่างจากการเปลี่ยนโค้ชเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น เพราะสโมสรเลือกกุนซือที่มี “ลายเซ็น” ทางฟุตบอลชัดเจน ทั้งการเพรสซิ่ง เกมรุกที่ดุดัน และการพัฒนาศักยภาพนักเตะ
ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฝีมือของกลาสเนอร์ เพราะเขาพิสูจน์ตัวเองมาแล้วบนเวทียุโรป แต่อยู่ที่ว่า ฟอเรสต์จะมอบเวลาและความต่อเนื่องให้เขาสร้างทีมได้มากแค่ไหน หากสโมสรยังเดินหน้าด้วยการเปลี่ยนกุนซือทุกครั้งที่ผลงานสะดุด โครงการระยะยาวก็อาจไม่เกิดขึ้นจริง
แต่หากครั้งนี้ผู้บริหารยอมอดทน และสนับสนุนแนวทางของกลาสเนอร์อย่างเต็มที่ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ที่ทำให้ “เจ้าป่า” กลับมาเป็นทีมที่น่าจับตามองในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

