เปเรซคว้าชัยเลือกตั้ง! เรอัล มาดริด เตรียมประกาศแต่งตั้ง มูรินโญ่ คุมทัพ

ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสโมสรให้ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรเรอัล มาดริด ต่อไปจนถึงปี 2030 หลังคว้าชัยในการเลือกตั้งประธานสโมสรครั้งสำคัญ ส่งผลให้แผนการดึง โชเซ่ มูรินโญ่ กลับมาคุมทัพ “ราชันชุดขาว” อย่างเป็นทางการเดินหน้าเต็มรูปแบบ

กุนซือชาวโปรตุเกสวัย 63 ปี ได้บรรลุข้อตกลงเซ็นสัญญาระยะเวลา 3 ปีล่วงหน้ากับเรอัล มาดริด ตั้งแต่เดือนก่อน โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าข้อตกลงจะมีผลทันทีหากเปเรซได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งประธานสโมสรอีกสมัย

หลังผลการเลือกตั้งได้รับการยืนยัน เปเรซได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสโมสร พร้อมประกาศเดินหน้าสร้างความสำเร็จให้กับเรอัล มาดริดต่อไปในอนาคต

“เราชนะการเลือกตั้ง และเราจะทำงานต่อไปเพื่อพาเรอัล มาดริด คว้าแชมป์อย่างต่อเนื่อง ผมยังอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องสโมสรแห่งนี้”

“เป้าหมายของเราคือการเดินหน้าคว้าแชมป์รายการสำคัญต่อไป และต่อสู้เพื่อถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ สมัยที่ 16 เราจะยังคงภาคภูมิใจกับซานติอาโก้ เบร์นาเบว สนามฟุตบอลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก”

“เรามีนักเตะระดับโลกอยู่ในทีม และเรากำลังจะได้ต้อนรับหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดของโลกกลับคืนสู่สโมสรอีกครั้ง นั่นคือ โชเซ่ มูรินโญ่”

การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปีที่เปเรซต้องเผชิญคู่แข่งอย่างจริงจัง โดยมี เอ็นริเก้ ริเกลเม่ นักธุรกิจด้านพลังงานหมุนเวียนลงชิงตำแหน่งด้วย อย่างไรก็ตาม เปเรซยังคงได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากสมาชิกสโมสร

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า เปเรซได้รับคะแนนเสียง 21,741 คะแนน คิดเป็น 65% ขณะที่ริเกลเม่ได้รับ 11,814 คะแนน หรือ 35%

การกลับมาของมูรินโญ่ได้รับความสนใจอย่างมากจากแฟนบอลทั่วโลก หลังเจ้าตัวเคยสร้างผลงานโดดเด่นในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ระหว่างปี 2010-2013 ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกา, โกปา เดล เรย์ และสแปนิช ซูเปอร์คัพ

โชเซ่ มูรินโญ่
ขอบคุณภาพจาก The Independent

ก่อนหน้านี้ มูรินโญ่ทำหน้าที่คุมทีมเบนฟิก้าในลีกโปรตุเกส และพาทีมจบอันดับ 3 ของลีกในฤดูกาลล่าสุด

สำหรับการกลับมาครั้งนี้ เขาจะเข้ามารับไม้ต่อจาก อัลบาโร่ อาร์เบลัว ที่เข้ามาคุมทีมชั่วคราวเมื่อเดือนมกราคม ภายหลังการอำลาตำแหน่งของ ชาบี อลอนโซ่

การแต่งตั้งมูรินโญ่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรอัล มาดริด ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังจบฤดูกาล 2025-26 แบบมือเปล่า โดยไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดมาครองได้ ขณะที่คู่ปรับตลอดกาลอย่างบาร์เซโลน่ากลับประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ลาลีกาไปครอง

การกลับมาของ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” จึงถูกมองว่าเป็นภารกิจสำคัญในการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของเรอัล มาดริด และนำสโมสรกลับมาทวงความสำเร็จบนเวทียุโรปอีกครั้งในยุคของฟลอเรนติโน่ เปเรซ

อ้างอิง: BBC

แชร์

Tag :

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Scroll to Top