การเปลี่ยนแปลงบนม้านั่งกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครั้งนี้ ไม่ได้ทิ้งไว้แค่คำถามเรื่องแท็กติก หรือผลงานในสนามเท่านั้น แต่ยังทิ้งบิลก้อนโตเอาไว้ให้ฝ่ายบริหารต้องสะสาง
เอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กเปิดเผยว่า การปลดรูเบน อโมริม ออกจากตำแหน่ง อาจทำให้สโมสรต้องจ่ายค่าชดเชยสูงสุดถึง 15.9 ล้านปอนด์ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ เช่น หากเฮดโค้ชชาวโปรตุเกสยังไม่ได้งานใหม่ภายในกรอบเวลาที่กำหนด
โดยที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อธิบายเกี่ยวกับเอกสารนี้ว่า มันคือ “เหตุการณ์หลังช่วงเวลารายงานผลประกอบการ” โดยมีการตั้งสำรองเงินจำนวนดังกล่าวไว้ในงบกำไรขาดทุนครึ่งหลังของปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ขณะเดียวกัน ยังมีค่าใช้จ่ายอีก 6.3 ล้านปอนด์ สำหรับการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่เกี่ยวข้องกับดีลนี้
อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ ยูไนเต็ดต้องจ่ายเงิน 10 ล้านปอนด์ ให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เพื่อดึงอโมริมเข้ามารับไม้ต่อจากเอริก เทน ฮาก ซึ่งการปลดเทน ฮาก เองก็มีค่าใช้จ่ายถึง 10.4 ล้านปอนด์ เมื่อรวมทุกเม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้ง และการแยกทางกับอโมริม ตัวเลขความเสียหายอาจพุ่งสูงถึง 36.3 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนเฮดโค้ชในนี้ คือการเดิมพันที่มีความเสี่ยงมหาศาล

อโมริม ได้รับโอกาสคุมทีมทั้งหมด 63 นัดรวมทุกรายการ ชนะได้เพียง 25 เกมเท่านั้น ทั้งยังพา “ปีศาจแดง” จบอันดับ 15 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งถือเป็นผลงานที่เลวร้ายที่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ฤดูกาลตกชั้น 1973-74 เลยทีเดียว
แม้ช่วงหนึ่งทีมจะไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 6 ของตาราง แต่บรรยากาศในห้องแต่งตัว และความสัมพันธ์กับบอร์ดบริหาร โดยเฉพาะเจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล กลับตึงเครียดอย่างหนัก ก่อนบทสรุปจะมาถึงหลังเกมสุดท้ายที่เอลแลนด์ โร้ด แผนการเล่น 3-4-3 ที่อโมริมพยายามติดตั้ง ต้องใช้เวลาปรับจูนทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการดันวิงแบ็กขึ้นสูง การเพรสซิ่งในแดนบน หรือการสร้างเกมจากแนวรับ แต่เมื่อผลการแข่งขันไม่สม่ำเสมอ ความอดทนของบอร์ดบริหารก็ถึงขีดจำกัด

ในปัจจุบัน ภายใต้การคุมทีมของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ยูไนเต็ดกลับมามีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น เกมรุกเล่นด้วยจังหวะที่กระชับกว่าเดิม มีจังหวะทรานซิชั่นเกมรับ-รุกเร็วขึ้น และทีมเก็บชัยชนะได้ 5 จาก 6 นัดล่าสุด ขยับขึ้นสู่อันดับ 4 พร้อมจุดประกายความหวังในการลุ้นโควตาแชมเปี้ยนส์ลีก



