การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอฟ นัดสำคัญ เป็นการโคจรมาพบกันระหว่าง ทัพ “อัศวินสีส้ม” ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ อดีตรองแชมป์โลก 3 สมัย ที่ขยับเข้าใกล้ความสำเร็จมากที่สุดในปี 2010 และทะลุถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ต้องลงสนามประเดิมความท้าทายในกลุ่มที่เต็มไปด้วยความเคี่ยว ปะทะกับ “ซามูไรบลู” ทีมชาติญี่ปุ่น ที่ผ่านเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกัน และกำลังอยู่ในช่วงที่มั่นใจสุดขีด ซึ่งเกมนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าใครจะกุมความได้เปรียบในการลุ้นตั๋วเข้ารอบต่อไป
- วันที่ 15 มิถุนายน 2569
- เวลา: 03:00 น.
- สนาม: เอทีแอนด์ที สเตเดี้ยม
- ถ่ายทอดสด: MONOMAX
สถิติที่น่าสนใจ
- ทั้งสองทีมเคยดวลกันมาทั้งหมด 3 นัด โดยเนเธอร์แลนด์ชนะไป 2 เสมอ 1 ซึ่งการเผชิญหน้ากันในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเกิดขึ้นเพียงหนเดียวเมื่อ 16 ปีที่แล้ว (ปี 2010) โดยครั้งนั้นเนเธอร์แลนด์เฉือนชนะไปได้ 1-0 จากประตูชัยของ เวสลีย์ สไนเดอร์
- ญี่ปุ่น พกสถิติสุดหรูลงเล่นทัวร์นาเมนต์นี้ด้วยการคว้าชัยชนะมา 6 นัดติดต่อกัน ซึ่งรวมถึงการล้มทีมยักษ์ใหญ่อย่าง บราซิล และ อังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์มาได้ในเกมล่าสุด
- เมมฟิส เดอปาย โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในนามทีมชาติ โดยมีส่วนร่วมกับประตู (ทำประตูหรือแอสซิสต์) ถึง 8 จาก 9 นัดหลังสุดในเกมทีมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังทำประตูได้ถึง 4 จาก 5 นัดหลังสุดอีกด้วย
- เดนเซล ดุมฟรีส์ มีส่วนร่วมกับการทำประตูหรือแอสซิสต์ถึง 6 จาก 7 นัดหลังสุดในเกมทีมชาติ
ความพร้อมล่าสุด
เนเธอร์แลนด์: ทัพ “อัศวินสีส้ม” ของกุนซือ โรนัลด์ คูมัน ต้องรอเช็กฟิตและเช็กสภาพความพร้อมของ บาร์ต แฟร์บรูคเคิน ผู้รักษาประตูมือหนึ่งอย่างใกล้ชิด หลังได้รับบาดเจ็บบริเวณสะโพกจากเกมอุ่นเครื่องกับอุซเบกิสถาน ทำให้ยังมีเครื่องหมายคำถามในการลงสนาม ทว่าขุมกำลังรายอื่นไม่มีปัญหาเพิ่มเติม แนวรุกพร้อมส่ง เมมฟิส เดอปาย ดาวยิงวัย 32 ปีที่ปัจจุบันค้าแข้งในบราซิลลงนำทัพในฟุตบอลโลกหนที่ 3 ของตัวเอง โดยเกมนี้คาดว่าคูมันอาจส่งผู้เล่นจากศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษออกสตาร์ทเป็นตัวจริงมากถึง 8 ราย
ญี่ปุ่น: ด้านทัพ “ซามูไรบลู” ของกุนซือ ฮาจิเมะ โมริยาสุ เจอปัญหาน่าปวดหัวในการจัดทัพเมื่อจะไม่มี วาตารุ เอ็นโด มิดฟิลด์ตัวเก่งจากลิเวอร์พูล เนื่องจากเจ้าตัวมีปัญหาบาดเจ็บที่เท้าจนต้องถอนตัวจากทีมชุดฟุตบอลโลก และได้ประกาศอำลาทีมชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ อาโอะ ทานากะ มีโอกาสสูงที่จะได้รับโอกาสลงสนามขับเคลื่อนเกมแดนกลางแทน ขณะที่ ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ กองหลัง และ ไดเซน มาเอดะ กองหน้าความเร็วสูงจากเซลติก คาดว่าน่าจะมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรองในเกมนี้ไปก่อน
รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
เนเธอร์แลนด์ (4-2-3-1) : บาร์ต แฟร์บรูคเคิน (GK) – มิกกี้ ฟาน เดอ เฟน, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, ยาน พอล ฟาน เฮคเก้, เดนเซล ดุมฟรีส์ – ไรอัน กราเฟนแบร์ก, แฟรงกี้ เดอ ยอง – โคดี้ กัคโป, ทิยานี่ ไรน์เดอร์ส, โดนเยลล์ มาเลน – เมมฟิส เดอปาย
ญี่ปุ่น (3-4-3) : ไซออน ซูซูกิ (GK) – โชโกะ ทานิกุจิ, สึโยชิ วาตานาเบะ, ฮิโรกิ อิโตะ – เคโตะ นากามูระ, ไคชู ซาโนะ, อาโอะ ทานากะ, ริตสึ โดอัน – ไดจิ คามาดะ, อายาเสะ อุเอดะ, ทาเคฟุสะ คุโบะ
ทรรศนะจาก Golarity
ถือเป็นงานที่ท้าทายสำหรับทั้งสองทีมในกลุ่มที่เคี้ยวลากดิน เนเธอร์แลนด์อุดมไปด้วยผู้เล่นระดับท็อปจากยุโรปและมีทีเด็ดในแนวรุกที่หวังผลได้เสมอ ทว่าฝั่งญี่ปุ่นเองก็อยู่ในช่วงที่ฟอร์มร้อนแรงหลังชนะมา 6 นัดรวดและเพิ่งล้มทีมใหญ่มาได้ อย่างไรก็ดี การขาดหายไปของ วาตารุ เอ็นโด แดนกลางคนสำคัญน่าจะส่งผลกระทบต่อสมดุลเกมรับของทัพซามูไรบลูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพิจารณาจากสถิติการพบกันที่ผ่านมาซึ่งเนเธอร์แลนด์ไม่เคยแพ้ทาง ประกอบกับความเก๋าเกมในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ คาดว่าเกมนี้จะเป็นฝั่ง “อัศวินสีส้ม” ที่อาศัยความเด็ดขาดเบียดเอาชนะไปได้
ผลการแข่งขันที่คาด: เนเธอร์แลนด์ เฉือน 2-1



